... سمية's profile>> لاَ عَيْشَ إِلاَّّ عَ...PhotosBlogLists Tools Help

>> لاَ عَيْشَ إِلاَّّ عَيْشُ الآخِرَةِ <<

...There is no life but the life of hereafter...
Photo 1 of 1
More albums (94)
November 23

เรื่องที่อยากให้คิดให้หนักๆ

 

 

 

เป็นเรื่องช่วยไม่ได้สำหรับคนที่เลือกเรียนคณะทางภาษา ที่จะต้องโดนบังคับเรียนภาษาอังกฤษหลายตัวอยู่ ถึงแม้ว่าสาขาวิชาที่คุณเลือกเรียนในคณะนั้นๆจะเป็นภาษาโปรตุเกสหรือบรรณารักษ์ก็ตาม  ในฐานะคนที่เคยผ่านเรื่องช่วยไม่ได้เช่นนั้นมาอย่างพะอืดพะอมเล็กน้อย ต้องบอกว่าเนื้อหาในบรรดาวิชาบังคับเหล่านั้นได้ปะปนกันในความทรงจำจนลืมๆไปแล้วว่าอันไหนเป็นอันไหน แต่พอจะจำได้ว่ามีที่เกี่ยวกับการเขียน(Writing)อยู่ด้วย  ดูเหมือนมันจะเป็นส่วนเสริมของวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานมากกว่าจะเป็นชื่อวิชาที่เน้นเรื่องนี้ล้วนๆ(ที่เป็นชื่อวิชาแบบเรียนเจาะเฉพาะการเขียนเลยก็มี แต่ไม่ได้และไม่เคยคิดจะลงเรียน)เนื้อหาเท่าที่จำได้ก็จะแบ่งออกเป็นพารากราฟลักษณะต่างๆ ให้ผู้เรียนได้ลงมือเขียนจริง และพารากราฟแบบหนึ่งที่ได้เรียนคือพารากราฟที่เขียนขึ้นเพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้อ่าน (Persuasive Paragraph)

 

เนื่องจากถนัดนักในด้านแกรมมั่ว(ญาติห่างๆของแกรมม่า) และตระหนักในคุณสมบัติข้อนี้ของตนดี วิธีเขียนที่ใช้จึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างบ้านๆ ซื่อใส ตรงไปตรงมา พยายามหลีกเลี่ยงแกรมม่าที่วิลิศมาหรา เพราะเจียมตนว่าเราเป็นแค่ญาติห่างๆกัน   งานที่ออกมาจึงมักคล้ายเด็กหัดเขียนเรียงความภาษาไทย  คือขึ้นต้นด้วยประโยคเมนไอเดียที่ต้องการเรียกร้องให้ผู้อ่านกระทำ ตามด้วยการยกเหตุผล3-4ข้อเพื่อสนับสนุนให้คนอ่านคล้อยตาม ปิดท้ายด้วยบทสรุปสั้นๆ ไม่ได้มีลีลาและชั้นเชิงการเขียนอะไรมากมายเลย  นึกไปนึกมาแล้วก็อยากเขียนอะไรแบบนั้นในภาษาไทยบ้าง คือขึ้นมาด้วยประโยคที่อยากให้คนอ่านทำมันทื่อๆ ไม่ต้องเกริ่นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า-หก-เจ็ดสายจนมันท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงไป  

 

และประโยคที่อยากจะใช้ขึ้นต้นแบบนั้นในเวลานี้ก็คือ คุณ(ๆ)ไม่ควรปล่อยให้ชีอะฮฺมาเผยแพร่อะกีดะฮฺ(อันสุดแสนจะฏอลาละฮฺ)ของพวกเขาได้อย่างอิสระในเว็บไซต์ของคุณ(ๆ)

 

มันเป็นประโยคทื่อๆที่คิดออกหลังจากเข้าไปเยี่ยมชมเว็บบอร์ดมุสลิมบางแห่ง ที่จริงความรุนแรงของความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ปรากฏนั้น มันควรจะเหมาะกับประโยคที่ดุเดือดมากกว่านี้ แต่คิด(และเชื่อ)ว่ามีพี่น้องจำนวนไม่น้อยได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างดุเดือดกับสิ่งที่ปรากฏนั่นไปแล้วทั้งโดยสาธารณะและโดยส่วนตัวกับผู้ดูแลพื้นที่ตรงนั้น จึงขอขึ้นต้นเฉิ่มๆแบบเพอร์ซูเอซีฟพารากราฟที่เคยเขียนก็แล้วกัน

 

มีเหตุผลสามสี่ข้อสำหรับข้อเรียกร้องดังกล่าวที่ต้องขออธิบายให้เกินไปกว่าความเป็นพารากราฟ

 

อย่างแรกที่พยายามคิดก่อนจะหาเหตุผลสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว คือคำถามที่ว่า พี่น้องมุสลิมที่ยอมให้ชีอะฮฺมีพื้นที่นำเสนอแนวทางของพวกเขาในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน ใช้เหตุผลหรือชุดความคิดอะไรในการยินยอมที่แสนจะสุ่มเสี่ยงนี้? คงจะต้องขอตอบคำถามนี้บนพื้นฐานที่เชื่อว่าพี่น้องไม่ได้เห็นด้วยอยู่แล้วกับแนวทางและความเชื่อของชีอะฮฺ  เพราะมิฉะนั้นก็คงจะถือเป็นการยัดเยียดข้อหาฉกาจฉกรรจ์ให้พี่น้องเลยทีเดียว

 

นึกคำตอบออก 2 อย่างสำหรับคำถามข้างต้น คือ ๑-ความไม่มีเวลาของคนดูแลเว็บที่จะสอดส่องตรวจตราลายระเอียดในเว็บไซต์ได้อย่างทั่วถึง  กับ  ๒- เป็นเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับคำว่าเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับชุดความคิดประมาณว่า การเปิดพื้นที่ให้มีการโต้แย้งกันระหว่างซุนนะฮฺกับชีอะฮฺก็เท่ากับเป็นการเปิดพื้นที่ให้สัจธรรมได้โต้แย้งกับความเท็จ ในเมื่อซุนนะฮฺเป็นหนทางที่ถูกต้องจริง จะกลัวอะไร  

 

สำหรับคำตอบข้อที่๑ ซึ่งเกี่ยวกับความบกพร่องในอมานะฮฺของผู้ดูแลนั้น คงจะไม่พูดถึง เพราะนอกจากทางแก้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้การนะซีฮะฮฺส่วนบุคคลมากกว่าการถกอภิปรายสาธารณะแล้ว หลายคนคงคิดตรงกันว่ามันไม่น่าจะใช่เหตุผล เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ลักษณะของการเร้นรอดจากการตรวจตรามาสองสามหัวข้อ แต่มันมาแบบยกแผงชนิดที่ควรจะพูดว่าไม่ได้ตรวจตราเลยมากกว่าตรวจตราไม่ทั่ว

 

สำหรับคำตอบข้อที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไม่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกนั้น คือประเด็นที่อยากพูดถึง เพราะมีข้อเห็นแย้งนิดหน่อยสำหรับชุดความคิดนี้

 

อย่างแรกสุด เราต้องเข้าใจก่อนว่าชีอะฮฺไม่เหมือนศัตรูอิสลามรายอื่นๆ และระหว่างชีอะฮฺกับซุนนะฮฺก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้งแบบที่จะเอาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายในกรณีอื่นๆมาเปรียบเทียบได้(ฉะนั้นจึงไม่ควรยกตัวอย่างการถกกันระหว่างคู่ความขัดแย้งอื่นๆมาเป็นข้อสนับสนุนว่าควรมีพื้นที่สาธารณะให้ชีอะฮฺได้นำเสนอแนวคิดของตัวเองบ้าง)  ข้อสำคัญที่สุดคือชีอะฮฺด่าทอภรรยาท่านนบีและบรรดาซอฮาบะฮฺ ซึ่งกาฟิรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ(เป็นเหตุผลว่าทำไมเราอาจเสวนาอย่างสันติกับกาฟิรบางคนได้ แต่ไม่อาจทำเช่นนั้นกับชีอะฮฺได้) ฉะนั้นเหตุผลที่ใช้มันก็เหมือนกับการที่บอกว่า เราต้องเปิดโอกาสให้คนที่ด่าพ่อล่อแม่เราได้มีพื้นที่นำเสนอแนวคิดที่นำไปสู่การด่าพ่อล่อแม่เราบ้าง  ถ้าพ่อแม่เราเป็นคนดีอยู่แล้ว จะกลัวอะไร!

 

คุณสมบัติประการสำคัญอีกอย่างของชีอะฮฺที่ทำให้เหตุผลข้อนี้ไม่อาจพิสูจน์ตัวเองได้ ก็คือความเป็นจอมโกหก เป็นอัล-กัซซาบ เป็นไลเออร์ (ไม่รู้จะหาภาษาไหนมานิยามแล้ว) ของชีอะฮฺ  อันเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในอะกีดะฮฺของพวกเขาจนเราไม่ต้องตั้งข้อสงสัยอีก เอาล่ะ ถ้าจะพูดเกี่ยวกับแนวคิดในการเปิดพื้นที่สานเสวนาเพื่อทำความเข้าใจ หรืออะไรเทือกๆนั้น  คนที่พูดแนวคิดนี้คงจะทราบดีว่า การจะเสวนา จะถกกันในเรื่องแนวคิดที่ต่างกันให้เกิดประโยชน์ได้นั้น คู่สนทนาจะต้องเริ่มต้นจากความไว้เนื่อเชื่อใจกันอย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง(อันนี้นอกเรื่องหน่อย - ไม่แน่ใจว่าการสานเสวนาที่พูดถึงกันในหมู่มุสลิมเรามีจุดเริ่มมาจากทฤษฎีของใครเป็นการเฉพาะรึเปล่า แต่ในการศึกษาสากล การสานเสวนา(Dialogue)นี่มาจากแนวคิดของเดวิด โบห์ม(David Bohm) ซึ่งเป็นยิว) และต้องมีสัจจะในสิ่งที่ตนนำเสนอ(อันเป็นคุณสมบัติทั่วไปของปุถุชนที่ดี แย่ตรงที่มันไม่มีในชีอะฮฺ) ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยกับคู่สนทนาที่คุณรู้อยู่แก่ใจว่าความเชื่อของเขานั้นสามารถจะโกหกพกลมอย่างไรก็ได้ ฉะนั้นการเปิดพื้นที่นี้จึงเปล่าประโยชน์อย่างแทบจะสิ้นเชิง หากคุณหวังจะทำให้เกิดความกระจ่างในแนวคิดของแต่ละฝ่าย

 

นั่นคือข้อเห็นแย้งสำหรับเหตุผลที่คิด(เอาเอง)ว่าพี่น้องที่ให้พื้นที่ชีอะฮฺนำเสนอความคิดความเชื่อของพวกเขาน่าจะใช้อธิบายการยินยอมของตน ต่อไปก็คงจะพูดถึงเหตุผลที่คิดว่าไม่ควรเปิดพื้นที่ดังกล่าวให้ชีอะฮฺ ซึ่งคงจะพูดถึงอย่างสั้นๆ เพราะมันชักจะเลยความเป็นพารากราฟมากเกินไปแล้ว

 

คุณ(ๆ)ไม่ควรปล่อยให้ชีอะฮฺมาเผยแพร่อะกีดะฮฺ(อันสุดแสนจะฏอลาละฮฺ)ของพวกเขาได้อย่างอิสระในเว็บไซต์ของคุณ(ๆ) เพราะ...

-           เว็บไซต์ของคุณซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะนั้น มีโอกาสที่จะเข้าถึงได้โดยคนประมาณ1,500 ล้านคน อันเป็นตัวเลขของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลก หรือถ้าจะเอาเฉพาะในไทยก็ราวๆ 17 ล้านคน ในจำนวนนี้ คุณไม่อาจรู้เลยว่าสักกี่คนที่เข้าใจแก่นแห่งความฎอลาละฮฺของชีอะฮฺในระดับที่พอจะเอาตัวรอดจากข้อมูลของจอมโกหกพลิกแพลงตัวแม่อย่างชีอะฮฺได้ มันเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากนะ ถ้าพื้นที่ในความรับผิดชอบของเรา(ซึ่งแปะหน้าหราว่าอิสลาม,มุสลิม ฯลฯ)จะต้องมีส่วนในการนำเสนอความหลงผิดเหล่านั้น  ถ้ามันจำเป็นจะต้องเปิดจริงๆล่ะก็นะ ควรจะเปิดเป็นห้องเฉพาะกิจที่สแกนคนเข้าร่วมได้ และมีผู้รู้ฝ่ายซุนนะฮฺประจำการคอยถกอิปรายโต้กลับด้วย

 

-           ความสกปรกของชีอะฮฺนั้นจะนำความไม่มีบะรอกะฮฺไปยังทุกๆที่ที่พวกเขาผ่านไป นี่พูดจากประสบการณ์ตรงหลายๆเรื่อง รวมทั้งจากเว็บไซต์มุสลิมที่เปิดพื้นที่ให้ชีอะฮฺนั่นแหละด้วย  การให้พื้นที่เขาสำหรับถกอภิปรายอะไรๆที่อาจพูดในทางทฤษฎีได้ว่าจะเกิดประโยชน์อย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายเราก็เห็นๆกันอยู่ว่าที่อภิปรายกันส่วนมากนั้น เป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์ หรือโทษกันแน่ เป็นเรื่องที่นำไปสู่บรรยากาศแห่งอิสลาม หรือตรงกันข้าม หากมองในมุมการดะอฺวะฮฺ(ซึ่งก็มีคนใช้อ้างอยู่เหมือนกัน) ว่าคนที่กำลังศึกษาจะได้รู้ข้อมูลทั้งสองด้าน ก็ไม่น่าจะเป็นการเกินไปถ้าจะบอกว่าสิ่งที่พื้นที่ที่คุณเปิดจะมอบให้แก่คนเป็นกลางที่ยังไม่รู้อะไร  ไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่งหรอก แต่เขาจะไม่เอาทั้งสองข้างนั่นแหละ เพราะหลายๆครั้งการนำเสนอของตัวบุคคลได้นำไปสู่บรรยากาศที่น่าสลดใจและชวนให้เตลิดไกลเป็นอย่างยิ่ง (ทั้งที่จริงแล้ว การโต้ตอบกับชีอะฮฺก็อาจต้องใช้ความดุเดือดบ้างนั่นแหละ แต่เมื่อคนที่รับชมเป็นคนที่ไม่เข้าใจมาก่อน ก็ไม่แปลกถ้าเขาจะยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่  ฉะนั้น มันก็จะนำไปสู่ข้อเสนอเดิมในข้อที่แล้วว่าให้เปิดห้องเฉพาะกิจ (ถ้าอยากจะเปิดนักน่ะนะ) ที่ไม่อาจเข้าถึงได้โดยคนทั่วๆไป)

 

-           ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ดูแลเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้ชีอะฮฺแสดงตัวและความเชื่อของพวกเขา ลองประเมินตัวเองดูเถิดว่าการตัดสินใจเช่นนั้นนำสิ่งใดมาสู่ตัวคุณและเว็บไซต์ของคุณบ้าง  บรรยากาศต่างๆในเว็บของคุณดีขึ้นหรือเลวลงจากช่วงเวลาก่อนหน้า  และพี่น้องมุสลิมทั่วไปคิดกับเว็บไซต์ของคุณอย่างไรในปัจจุบัน  หลายๆครั้งความตกต่ำของเราก็ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เรากลับมาตรวจสอบตัวเองว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า โดยเฉพาะความผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของอัลลอฮฺ...มิใช่หรือ?

 

 

ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนเพอร์ซูเอซีฟพารากราฟแบบเด็กประถม แต่ไปๆมาๆทำไมมันออกมาอย่างนี้ก็ไม่ทราบ เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรล่วงเกินพี่น้องท่านใดไปก็ขออภัยด้วย และใครมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็โปรดแบ่งปันกันอย่างเต็มที่  สุดท้าย แม้ว่าจะทำอะไรเกินเลยเป้าหมายแรกเริ่มไปบ้าง แต่ก็อยากจะจบด้วยบทสรุปสั้นๆอย่างที่เคยใช้เมื่อคราวเขียนพารากราฟเฉิ่มๆว่า โปรดอย่าลืมว่าทุกผู้ดูแลจะต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในการดูแลของเขา แน่นอนว่าผู้ดูแลเว็บก็จะต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาดูแลเช่นกัน  ฉะนั้นจะให้สิ่งใดปรากฏอยู่ในเว็บของท่านก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าพร้อมหรือเปล่าที่จะนำมันไปตอบคำถามต่อหน้าอัลลอฮฺ?

 

 

 

November 05

แนวรบแห่งบททดสอบ : หน้าคีย์บอร์ดถึงหลังลูกกรง

 

 

เชื่อว่าคนที่มีกิจธุระ(ไม่ว่าของจริงหรือข้ออ้าง)หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เนืองๆอย่างเราๆ คงจะมีเว็บไซต์ขาประจำที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เสมออย่างน้อยก็สักสองสามเว็บ  ฉันเองก็มีเว็บไซต์ขาประจำกับเขาเหมือนกัน ทั้งเว็บที่ต้องคลิกเข้ามาก่อนเสมอหากต่ออินเตอร์เน็ต และเว็บที่ติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับต้องคอยตามดูเสียทุกวันและทุกครั้งที่ใช้อินเตอร์เน็ต ประเภทหลังนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นบล็อกส่วนตัวของพี่น้องหลายๆคน ทั้งด้วยความสนิทสนมส่วนตัวที่ทำให้ต้องติดตามและด้วยความสนใจในแนวทางของบล็อกนั้นๆเป็นกรณีพิเศษ ในบรรดาบล็อกเหล่านั้น ก็มีบล็อกของพี่น้องต่างประเทศอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนมากมักจะไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดนัก  ที่พอจะกล่าวได้ว่าตามอ่านอยู่อย่างสม่ำเสมอน่าจะมีสักสี่ซ้าห้าบล็อกเท่านั้น ใจหายชะมัดที่รู้ว่าหนึ่งในบล็อกเกอร์สี่ซ้าห้ารายนั้นเพิ่งจะถูกจับกุมข้อหาให้การสนับสนุนการก่อการร้าย

 

ที่จริง การถูกจับกุมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับบล็อกเกอร์คนนี้ เมื่อปลายปีที่แล้วเขาก็เคยถูกจับกุมด้วยข้อหาลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ถูกคุมขังอยู่ราวๆสองสัปดาห์ศาลก็พิจารณาให้ประกันตัวออกมา ตอนนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่มีการปิดบล็อกระลอกใหญ่ของผู้ให้บริการบล็อกบางเจ้า ฉันสนใจกรณีแบบนี้จนอยากจะเขียนถึง(และก็รู้สึกจะเขียนถึงไปแล้วด้วยในหัวข้อญิฮาดิสบล็อกเกอร์ซึ่งน่าจะอยู่ในบทความเกี่ยวกับพันธกิจของบล็อกเกอร์มุสลิม)  ต่อมาไม่กี่เดือนมีการปิดบล็อกมุสลิมอีกระลอก และดูเหมือนจะเป็นระลอกที่ใหญ่กว่าเดิมเสียอีก คราวนี้พี่ไทยก็โดนด้วย  บล็อกที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการญิฮาดหลายบล็อกของพี่น้องที่นี่ถูกปิดเหี้ยนเต้  มันยิ่งมีอะไรน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก  ฉันจดๆจ้องๆจะเขียนถึงเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ได้เพียงร่างๆหัวข้อไว้ จนกระทั่งมาเกิดกรณีบล็อกเกอร์สัญชาติอเมริกันคนนี้ถูกจับเลยได้โอกาสโผล่มาแตะเรื่องนี้อย่างอ้อมๆเสียหน่อย เพราะมันเป็นกรณีที่ค่อนข้างได้รับความสนใจพอสมควรจากสังคมอินเตอร์เน็ตที่ใช้ภาษาอังกฤษ ที่บอกว่าอย่างอ้อมๆเพราะคงจะไม่พูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นการถกกันเรื่องญิฮาดและสถานการณ์โลก(อันเป็นประเด็นที่อยากพูดถึงมาตั้งนาน) แต่คงจะแค่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเคสพี่น้องท่านนี้เท่าที่พอจะมีอยู่ เพราะคิดว่าน่าสนใจ และใครที่สนใจก็น่าจะไปเจาะหารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งก็คงจะได้พบอะไรที่น่าสนใจอีกพอสมควร

 

บล็อกเกอร์ที่ถูกจับกุมครั้งนี้ชื่อ ฏอริก เมฮันนา อายุ27ปี เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ บล็อกของเขาค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และในความคิดฉันมันค่อนข้างชัดเจนแจ่มแจ๋วในคุณประโยชน์มหึมามหาศาล หากพิจารณาเฉพาะเนื้อหาบล็อกมันแทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย(แม้ในความหมายของสหรัฐอเมริกาเอง)เลย บล็อกของเขามีแนวทางนำเสนอที่ค่อนข้างชัดเจนคือเลือกแปลบางช่วงบางตอนจากหนังสือและตำราภาษาอาหรับของอุละมาอฺต่างๆมาเป็นภาษาอังกฤษ  เอาเถอะ ถึงแม้ข้อหาที่ทำให้เขาถูกจับกุมจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบล็อก แต่มันก็เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตอยู่บ้าง เพราะเขาถูกจับด้วยข้อหาสนับสนุนการก่อการร้ายโดยการเผยแพร่วีดีโอและข้อมูลต่างๆที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา (รายละเอียดเกี่ยวกับความบ่ะซั๊วของข้อหานี้มีอยู่ในลิ้งค์ต่างๆที่แนบไว้ข้างล่าง) ซึ่งมันก็มีบทเรียนและข้อฉุกคิดอะไรหลายอย่างหากมองให้ลึกลงไป 

 

นอกจากทำบล็อกแล้ว พี่น้องท่านนี้ยังเป็นที่รู้จักพอสมควรในสังคมเว็บบอร์ดมุสลิมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นแกน เขาเป็นที่รู้จักในเว็บบอร์ดและในการแปลงานหนังสือจำนวนหนึ่งภายใต้นามปากกา อบู สะบายา (หนังสือเกือบทั้งหมดเป็นไฟล์พีดีเอฟที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทางอินเตอร์เน็ต) ตอนนี้ก็มีพี่น้องจัดทำแคมเปญเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเขา โดยศาลนัดไต่สวนคดีของเขานัดแรกในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้(ถ้าไม่เลื่อนอีก) และหากเขาถูกพิจารณาว่ามีความผิดจริงก็ต้องได้รับโทษจำคุก ซึ่งบางแหล่งข่าวบอกว่าโทษสูงสุดคือ 15 ปี ขณะที่บางแหล่งข่าวบอกว่าตลอดชีวิต

 

ส่วนตัวคิดว่ากรณีการถูกจับกุมของพี่น้องท่านนี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ ใครที่ได้ติดตามงานของเขาอยู่เสมอก็น่าจะพอมองออกเหมือนกัน  นอกจากความห่วงใยในฐานะพี่น้องมุสลิมที่ย่อมต้องพยายามหาทางช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนของพี่น้องอย่างสุดความสามารถอันเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คิดอยากมีส่วนในการนำเสนอและเผยแพร่เรื่องนี้ให้พวกเราที่นี้แล้ว ก็ยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องถ้าได้รับทราบและคิดใคร่ครวญ  หนึ่งในอะไรหลายๆอย่างนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ใครหลายๆคนเริ่มเรียกอินเตอร์เน็ตว่าแนวรบใหม่ของประชาชาติเราก็เป็นได้!

 

………………………………………………………………….

 

แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ

 

- บล็อกส่วนตัวของฏอริก เมฮันนา

http://iskandrani.wordpress.com/

 

- หนังสือที่ฏอริก เมฮันนาได้แปลจากอาหรับเป็นอังกฤษไว้

http://iskandrani.wordpress.com/category/books-pdfs/

 

- รายงานข่าวเกี่ยวกับการจับกุมฏอริก เมฮันนาเมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา

http://www.cnn.com/2009/CRIME/10/21/terrorism.probe/index.html?iref=newssearch

 

- กระทู้ตามข่าวการถูกจับกุมของฏอริกที่เปิดมาตั้งแต่ตอนถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังคงมีการโพสโต้-ตอบอยู่จนถึงวันนี้ ในกระทู้มีการพูดคุยและให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่อง

http://forums.islamicawakening.com/f18/desperate-any-results-feds-arrest-us-citizen-two-year-old-charges-18340/

 

- แคมเปญ “Free Tarek Mehanna” พร้อมรายงานข่าวอัพเดตสถานการณ์ล่าสุด

http://www.freetarek.com/

http://www.facebook.com/group.php?gid=159128188381&v=app_2373072738&ref=mf

 

** อันนี้แถม เป็นจดหมายที่ฏอริกได้เขียนตอบพี่น้องขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำครั้งก่อน(ปลายปี2008)ฉบับแปลไทย  ที่จริงคิดจะแปลตั้งแต่ตอนที่อ่านครั้งกะโน้น  แต่เพิ่งสบโอกาสได้แปลคราวนี้เอง คิดว่าน่าจะแสดงให้เห็นตัวตนและความคิดของเขาได้ในระดับหนึ่ง

http://cid-d617f13b3c05ce2f.skydrive.live.com/browse.aspx/Br.%20Tariq%20Mehanna%5E4s%20Letter%20from%20Prison?nl=1&uc=1&isFromRichUpload=1

 

 

اللهم فك عن أخينا وثبت قلبه وأعظم أجره

اللهم أجعل له فرجاً ومخرجاً

اللهم فك قيد أسرانا وأسرى المسلمين

 اللهم فرج عن إخواننا المستضعفين في كل مكان يا أرحم الراحمين

 

October 22

. . . เ ดี๋ ย ว ก็ เ ช้ า แ ล้ ว . . .

 
 
 

 

ฤดูฝนกำลังจะจากไปแล้วอีกปี

ท้องฟ้าของช่วงปลายฝนต้นหนาววางท่าเคร่งขรึม ระบายความเหงาอย่างเท่ๆ

 การเดินทางของใครหลายๆคนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่การเดินทางของอีกหลายๆคนกำลังดำเนินอยู่

 

บางคนกำลังจะกลับบ้านช่วงปิดเทอม

บางคนกำลังจะกลับมามหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมตัวเปิดเทอม

บางคนกำลังจะขานรับเสียงเรียกของนบีอิบรอฮีม โดยการไปเป็นแขก ณ บ้านของอัลลอฮฺ

บางคนกำลังจะไปเรียนยังแดนไกล

บางคนกำลังจะย้ายที่อยู่

บางคนกำลังจะแต่งงาน

บางคนกำลังจะเกิดมา

และบางคนกำลังจะตายจากไป

 

ชีวิต...

บางทีก็เป็นเรื่องร้ายกาจ

กับอีกบางที...ก็ช่างน่ารักน่าหยิก

แต่ให้ยังไง มันก็คือชีวิต  คือสิ่งที่เราต้องใช้  

จะด้วยอารมณ์ไหน ความรู้สึกใด ตราบที่ยังหายใจ ก็ต้องไปต่อ

 

ในเวลาที่ครุ่นคิดถึงทั้งความร้ายกาจ - ความน่ารัก - และอีกสารพัดความของชีวิต

อายะฮฺกุรอานที่พูดถึงความสั้นอย่างเหลือเชื่อของเวลาในโลกนี้ มักเป็นคล้ายแสงไฟที่ทำให้ห้วงคิดนั้นสว่างเจิดจ้า

มันเป็นบทสรุปของการให้ค่า ให้ความหมาย ให้น้ำหนักแก่สิ่งต่างๆ และแก่ชีวิต

เพียงชั่วครู่เดียว...เท่านั้นเอง สำหรับทุกสิ่งที่เรากำลังพบเผชิญอยู่ เมื่อเปรียบกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

 

เดี๋ยวเดียวเอง....

กับทุกความสุข และทุกข์ที่เรากำลังเจอและจมอยู่

กับทุกความเปลี่ยนแปลงที่เรากังวลถึงสิ่งที่รออยู่หลังจากมัน

กับทุกการงานที่ง่วนอยู่ ทุกปัญหาที่หนักอกหนักใจ และทุกอะไรๆทั้งหมดของชีวิต

...มันก็แค่เดี๋ยวเดียว

 

การซาบซึ้งใน ความเดี๋ยวเดียวของโลกและของชีวิตนี้

มักทำให้เรามองทุกๆการเดินทางของทั้งชีวิตเราและชีวิตคนรอบข้างเป็นอะไรบางอย่างที่ต้องผ่านไปได้

แม้ในการเดินทางเหล่านั้นย่อมต้องมีทั้งสิ่งพึงใจและชวนส่ายหน้า  มีทั้งการพบเจอและพรากจาก

แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็ต้องผ่านไป

และ...ใช่! - ในเวลาแค่ เดี๋ยวเดียว

 

สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลาอันสั้นเป็นอย่างยิ่งนี้กลับมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง

ก็คืองานแห่งอุดมการณ์อันหนักหน่วงยืดยาวที่รอคอยอยู่

มันคือเข็มทิศที่ทำให้รู้ว่าเราควรเผาผลาญเวลาอันน้อยนิดนี้ไปในหนทางใด

ชีวิตที่มีอุดมการณ์กับชีวิตที่ไม่มี จึงมีความหนักแน่นในก้าวเดินต่างกัน

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ทุกชีวิตต่างจะต้องเดินไปจนกระทั่งพบจุดที่ถูกกำหนดไว้ให้ยุติบทบาทบนโลกนี้ไม่ต่างกัน

 

ใครหลายคนอาจเคยผ่านช่วงชีวิตที่เมื่อตื่นขึ้นมาในยามเช้าแล้ว

ก็สงสัยว่าเมื่อไหร่การลืมตาตื่นขึ้นเช่นนี้จะยุติลงเสียที

มันไม่ใช่แค่เพราะความหนักหน่วงของสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่

แต่หลายครั้ง...มันก็เป็นเพราะความเบาโหวง ว่างเปล่า และจำเจซ้ำซากของชีวิต

ทว่าจริงๆแล้ว หากเปรียบการตื่นขึ้นชีวิตที่แท้จริงเป็นยามเช้า

ทุกวันนี้เราก็เพียงว่ายวนอยู่ในห้วงหนึ่งของความฝันในยามกลางคืน

บางทีก็ฝันดี บางทีก็ฝันร้าย บางทีก็ฝันซ้ำๆซากๆอยู่เช่นนั้น

หากไม่ว่าอย่างไร มันก็คือความฝัน

...ที่ต้องจบสิ้น และผ่านไป

แล้วยามเช้าก็จะต้องมาเยือน

...เป็นยามเช้าที่มีแต่เรื่องจริง ไม่มีอะไรเป็นความฝันอีกแล้ว

 

จึงในทุกๆสิ่งที่เราต่างกำลังเผชิญอยู่ในโลกความฝัน

ไม่ว่าจะเป็นความสุขล้นเอ่อ หรือทุกข์เว่อร์ๆจนทนแทบไม่ไหว

ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งโล่งหลังผ่านพ้นกำหนดอะไรมาได้ หรือกำลังหนักใจเป็นกังวลกับกำหนดที่ยังมาไม่ถึง

ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่สาหัสและให้ความรู้สึกเหมือนยาวนานสักแค่ไหน...

ขอให้อดทนเถิด....เดี๋ยวก็เช้าแล้ว!

 


October 09

การขอดุอาอฺให้ผู้ปฏิเสธ

 

คำถาม

เราสามารถขอดุอาอฺให้กาฟิรที่เรามีสายสัมพันธ์ด้วยได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อของเราที่ไม่ได้เป็นมุสลิมเกิดเจ็บป่วย เราสามารถขอดุอาอฺให้ท่านหายป่วยได้หรือไม่?

 

คำตอบ

 

มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธ์ของอัลลอฮฺ

เราได้ส่งคำถามนี้ไปยังชัยคฺ อับดุลลอฮฺ บิน ญิบรีน ซึ่งท่านได้ให้คำตอบมาดังนี้ :

 

เธอสามารถขอดุอาอฺให้เขาได้รับทางนำที่ถูกต้องคืออิสลามได้ หลังจากนั้น เมื่อเขาเป็นมุสลิมแล้ว เธอก็สามารถจะขอดุอาอฺให้เขาหายจากอาการป่วยไข้ได้ แต่หากเขายังคงเป็นผู้ปฏิเสธอยู่ มันก็ไม่เป็นการสมควรที่จะไปขอดุอาอฺให้เขามีสุขภาพที่ดีขึ้น  ในขณะเดียวกัน เธอควรจะดูแลเขาอย่างเอาใจใส่ด้วยการปฏิบัติที่ดี เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

และจงอดทนอยู่กับเขาทั้งสองในโลกนี้ด้วยการทำความดี [ลุกมาน 31 : 15]

 

หากว่าเขาให้คำมั่นว่าจะเข้ารับอิสลามถ้าเขาหายดี การขอดุอาอฺให้เขาก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่นบีมูซา อะลัยฮิสลาม โดยอัลลอฮฺได้ตรัสว่า

และเมื่อมีการลงโทษเกิดขึ้นแก่พวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า โอ้มูซา! จงขอต่อพระเจ้าของท่านให้แก่เราตามที่พระองค์ได้สัญญาไว้ที่ท่านเถิด ถ้าหากท่านได้ปลดเปลื้องการลงโทษนั้นให้พ้นจากเราแล้ว แน่นอนเราจะศรัทธาต่อท่านและแน่นอนเราจะส่งวงศ์วานอิสรออีลไปกับท่าน

ครั้นเมื่อเราได้ปลดเปลื้องการลงโทษนั้นให้พ้นจากพวกเขาไปยังกำหนดหนึ่งซึ่งพวกเขาถึงกำหนดไปแล้ว ทันใดนั้นพวกเขาก็ผิดสัญญา

แล้วเราก็ได้ลงโทษพวกเขา โดยให้พวกเขาจมในทะเล เนื่องด้วยพวกเขาได้ปฏิเสธสัญญาณต่างๆ ของเรา และพวกเขาจึงได้กลายเป็นที่ไม่ใส่ใจต่อสัญญาณต่างๆ เหล่านั้น    [อัล-อะอฺรอฟ 7 : 134-136]

 

อย่างไรก็ตาม มันเป็นการดีที่จะปฏิบัติต่อพ่อที่ป่วยไข้ของเธอด้วยความดี โดยการเอาใจใส่ดูแลเขา บางที มันอาจทำให้หัวใจของเขาเกิดความอ่อนโยนและเข้ารับอิสลามในที่สุดก็เป็นได้

                วัลลอฮุอะอฺลัม

 

                ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ บิน ญิบรีน

http://www.islam-qa.com/en/ref/1620

September 29

วินาทีที่น่าหวงที่สุดของชีวิต

 

                

 

 

                ก่อนจะเขียนถึงสิ่งที่อยากเขียน จะขอเล่าประสบการณ์เล็กๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว(อย่างอ้อมๆ)สักหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์ในเชิงดะอฺวะฮฺแก่พี่น้องคนอื่นๆ บ้าง อินชาอัลลอฮฺ

 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หลักสูตรของคณะที่เรียนเคยบังคับอย่างเผด็จการให้ต้องเข้าไปนั่งหัวหมุนอยู่ในห้องเรียนวิชาศาสนาและปรัชญา  ที่ว่าหัวหมุนนั้นหมุนจริงๆ ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย  เพราะมันเป็นห้องเรียนเล็กๆขนาดสามสิบคนที่มีผู้ร่วมชั้นหลายคนเป็นนักถกอภิปรายชั้นยอด  และมีอาจารย์ที่ค่อนข้างเปิดกว้างสำหรับการถกนั้น แต่ละคาบอาจารย์จะมีหัวข้อหลักประจำสัปดาห์ พร้อมเอกสารที่ให้ไปอ่านมาล่วงหน้า เพื่อจะมาถกกันในห้อง  หัวข้อเท่าที่จำได้ก็เช่น ศาสนากับเงิน ศาสนากับความยุติธรรม ฯลฯ เวลานั่งฟังเขาถกกันนี่เป็นเวลาที่สนุกพอตัว เด็กๆพวกนี้พูดโดยรวมๆก็นับเป็นเด็กหัวกะทิที่ยังมีอีโก้ไม่มากนัก(เรียนตอนปีหนึ่ง บางทีถ้าเรียนตอนปีสี่ บรรยากาศการถกอภิปรายอาจไม่สงบราบคาบเท่านี้) การโต้แย้งส่วนมากจึงวางอยู่บนพื้นฐานของความใคร่รู้มากกว่าความต้องการเอาชนะ  นั่นเป็นข้อดีและเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวหมุนไปพร้อมๆกัน เพราะตัวเองไม่ถนัดจะร่วมวงอภิปรายที่มีคนหลายคน หลายแบบ และโดยเฉพาะหลายเพศอยู่ร่วมกันแบบนี้ จึงมักจดประเด็นสำคัญ ๆ ที่ติดใจเก็บไว้คุยเฉพาะกับอาจารย์(ซึ่งเป็นผู้หญิง)ตอนท้ายคาบ(เป็นเวลาที่แบ่งไว้สำหรับนิสิตที่ต้องการถกตัว-ตัวกับอาจารย์)  

 

                ครั้งหนึ่งมีการถกอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้าและการสร้าง(รู้สึกจะไม่ใช่หัวข้อหลัก แต่มีเนื้อหาพาดพิงไปถึง) เลยฉวยโอกาสเข้าไปพูดคุยกับอาจารย์ท้ายคาบด้วยตรรกะการดะอฺวะฮฺแบบที่เราคุ้นเคยกันดี เพียงเพื่อจะพบว่าตรรกะแบบนั้นไม่สามารถจะใช้ได้กับทุกคน  เล่าอย่างคร่าวๆก็คือ ใช้แก้วน้ำประจำตัวของอาจารย์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเป็นตัวเปรียบเปรย(แทนที่บ้าน รองเท้า รถยนต์ ฯลฯ ของเราอีกหลายๆคน) ว่าคงไม่มีใครเชื่อว่าแก้วน้ำนี้จะเกิดขึ้นมาเอง เราทุกคนรู้ว่าต้องมีคนสร้างแก้วน้ำนี้ แล้วทำไมไม่เชื่อว่าจักรวาลที่กว้างและยิ่งใหญ่กว่าแก้วน้ำไม่รู้กี่เท่าย่อมต้องมีผู้สร้างเหมือนกัน บลา บลา บลา....

 อาจารย์บอกว่าแกไม่ได้เชื่อว่ามีหรือไม่มี แต่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีแกไม่คิดว่าสำคัญเพราะผู้สร้างเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้สิ่งนั้นมีขึ้นมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆอีก  เหมือนกับแก้วน้ำ ที่มีคนสร้างก่อรูปเป็นแก้วขึ้นจนสำเร็จ แต่ก็ต้องอาศัยเซรามิก อาศัยสีเคลือบ อาศัยโรงงานและเครื่องไม้เครื่องมืออีกมากมาย  ซึ่งแต่ละอย่างก็มีความสำคัญแบบที่ถ้าขาดไปตัวคนทำแก้วก็ไม่สามารถจะทำแก้วขึ้นมาได้สำเร็จและแต่ละอย่างก็มีผู้สร้างของตัวเองแยกย่อยลงไปอีก (ตัวเองเลยได้ประสบการณ์ว่าที่จริงตรรกะการดะอฺวะฮฺแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องเหมือนกัน คือที่จริงการสร้างของอัลลอฮฺนั้น จะเอาไปเปรียบเทียบกับการสร้างของสิ่งถูกสร้างอื่นๆไม่ได้เสียทีเดียว เพราะอัลลอฮฺสร้างบนความไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดเลย สร้างจากความไม่มี แต่งานการสร้างของมนุษย์เป็นการสร้างที่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นๆ  ใช่แหละ สุดท้ายแล้ว ถ้าคิดลงไปให้ถึงที่สุด การสร้างทุกๆสิ่งก็จะกลับคืนไปสู่ต้นตอที่แท้จริง คือผู้สร้างที่สร้างขึ้นจากความไม่มี แต่คนที่ไม่เข้าใจคอนเซปต์เรื่องพระเจ้าอยู่ก่อนย่อมจะไม่คิด หรือไม่ยอมคิดไปให้ถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามปัญหาแบบนี้ขึ้นอยู่กับคนที่เราทำงานดะอฺวะฮฺด้วย การเปรียบเทียบอย่างที่กล่าวมาน่าจะยังใช้ได้ผลอยู่กับคนทั่วๆไป แต่กับนักปรัชญาบางคนเช่นกรณีที่ยกตัวอย่าง อาจมีปัญหาและข้อบกพร่องอย่างที่พูดไป)

 

การพูดคุยกับอาจารย์วันนั้นจะจบลงตรงไหนก็จำไม่แม่น แต่ที่จำแม่นคือเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้านั้นปรากฏอีกครั้งในข้อสอบ  ประมาณว่าให้ลองอธิบายเหตุผลที่เชื่อหรือไม่เชื่อในพระเจ้า  ทีนี้เมื่อรู้อยู่แล้วว่าตรรกะที่เราใช้กันเป็นปกติในการอธิบายเรื่องนี้ไม่อยู่ในความเข้าใจของอาจารย์  ก็เลยสับสนนิดหน่อยว่าจะใช้เหตุผลอะไรอธิบายต่อไปดี  สุดท้ายด้วยเวลาที่กระชั้นชิดเลยตัดสินใจเขียนตอบด้วยความรู้สึกมากกว่าเหตุผล  โดยใช้ประสบการณ์ตรงจากการยืนละหมาดยามค่ำคืน เล่าเป็นบรรยากาศลงไป แล้วสรุปว่า ณ วินาทีนั้น เราไม่ใช่แค่คิดนะ...แต่เชื่อมั่นอย่างที่สุดเลยล่ะว่ามีพระเจ้า  ว่าเราไม่ได้จรดศรีษะลงเบื้องหน้ากำแพงห้องหรือตู้ โต๊ะ เตียง  แต่เป็นเบื้องหน้าพระเจ้า มันเป็นความรู้สึกเชื่อมั่นสุดจิตสุดใจแบบปราศจากความสงสัยอย่างสิ้นเชิง (เขียนตอบด้วยอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ เขียนไป น้ำตาซึมไปด้วยซ้ำ เพราะนึกตามสิ่งที่เขียน)

ตลกชะมัด ที่สัปดาห์ต่อๆมาซึ่งเป็นคาบที่ผู้เรียนจะถูกเรียกเข้าไปฟังคำวิจารณ์สิ่งที่ตอบในข้อสอบเป็นรายคน อาจารย์ที่เคยปฏิเสธตรรกะแบบเป็นเหตุเป็นผลกลับบอกว่าคำตอบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกนี้ดี  เพราะอาจารย์เคยเข้าไปฟังบทสวดในโบสถ์คริสต์  ณ วินาทีที่นักบวชขับขานบทสวดนั้น อาจารย์ก็เชื่อว่ามีพระเจ้าจริงๆ (อย่าถามว่าตกลงแกนับถือศาสนาอะไร เพราะเคยถามแล้ว แกบอกว่าห้ามถามคำถามนี้)    

 

นั่นแหละสิ่งที่อยากจะเขียนถึง...วินาทีที่มีความสุขที่สุดของชีวิต!

 

รอมฎอนที่ผ่านมา เราหลายคนคงมีโอกาสได้พบพานวินาทีดีๆแบบนั้น มันอาจยาวนานครึ่งค่อนคืน หรือเพียงชั่วอึดใจ  แต่ก็ล้วนให้ความรู้สึกคุ้มค่าแล้วที่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงวินาทีนั้น

ก่อนหน้านี้ ชีวิตที่เร่งรีบ แข่งขัน และเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆมากมายให้กระวนกระวายและคิดค้นหาทางออก  อาจทำให้เราบางคนห่างเหินจากวินาทีแบบนั้นไป (มันมักจะเป็นช่วงชีวิตที่เจ็บปวดหรือไม่ก็ตายซาก) แต่ด้วยความเมตตาที่ไม่อาจคำนวนนับของอัลลอฮฺ พระองค์ก็ได้ช่วยเหลือเราและชีวิตอันอับเฉาของเราให้ได้พบกับวินาทีแบบนั้นอีกครั้ง

...วินาทีที่โลกนี้ไม่มีใครและไม่มีอะไรนอกจากเรากับอัลลอฮฺ  

...วินาทีที่ทุกความวิตกกังวลกลับว่างเปล่า  ทุกเรื่องราวทุกข์ร้อนหมดความหมาย  ทุกความใฝ่ฝันและทุกรสหวานหยดของโลกนี้ไม่อยู่ในห้วงคำนึงโดยสิ้นเชิง

...วินาทีที่อาจยาวนานครึ่งค่อนคืน หรือเพียงชั่วอึดใจ...แต่กลับต่อชีวิตทั้งชีวิตของเราให้ยังมีพลังต่อไป  และให้มีชีวิตชีวาเหมาะควรแก่การจะถูกเรียกว่า'ชีวิต'

 

เราหลายคนได้ผ่านวินาทีเหล่านั้นมา  แต่สักกี่คนที่ยังรักษาวินาทีเหล่านั้นไว้...ในซอกมุมมืดมิดของค่ำคืนที่ไม่มีใครรู้เห็นนอกจากตัวเราเองกับเจ้าของชีวิต  ในโลกที่ผู้คนยังคงวิ่งวน ไขว่คว้า และเหน็ดเหนื่อยกับความว่างเปล่าอย่างไม่รู้จบสิ้น  สักกี่คนที่ยังสัมผัสวินาทีนั้นอยู่อย่างดื่มด่ำในทุกค่ำคืนแม้รอมฎอนลาจาก?

                มันสำคัญนะ วินาทีที่เติมพลังให้ชีวิตแบบนั้น ถ้าเราทำมันหล่นหายไปพร้อมกับการจากลาของรอมฎอน  ชีวิตเราคงแย่ คงเฉา คงตายซากน่าสงสาร  ฉะนั้นโปรดรักษามันไว้ให้แก่ชีวิตของเราที่ยังคงต้องดำเนินต่อไปบนโลกอันเต็มไปด้วยบททดสอบใบนี้  ชีวิตที่แทบจะหาแหล่งเติมพลังอื่นใดไม่ได้อีกแล้ว พยายามนึกถึงความสุข อันเต็มเปี่ยมและล้นปรี่ของหัวใจในวินาทีนั้น  แล้วเราย่อมจะพบว่า...มันช่างเป็นวินาทีที่เอาอะไรในโลกหรือทั้งโลกมาแลกก็ไม่ยอม!

 

 

... سمية ...

Innama Ad-Dunya Fana

ดูเนื้อและความหมายของนะชีดข้างบนคลิ๊กที่นี่
จัดทำภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างของหลักสูตรการศึกษา เนื้อหาบางส่วนจึงไม่ใช่ทรรศนะทั้งหมดของผู้จัดทำ+ยังมีข้อบกพร่องทางวิชาการอยู่บ้าง