| ... سمية's profile>> لاَ عَيْشَ إِلاَّّ عَ...PhotosBlogLists | Help |
|
July 18 จากอเมริกาสู่โซมาเลียช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แหล่งข่าวสองแหล่งที่ต่างกันสุดขั้วอย่างนิวยอร์คไทมส์ และ อันศอร อัล-มุญาฮิดีนได้รายข่าวๆหนึ่งที่จัดได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด นั่นคือข่าวเกี่ยวกับการเดินทางสู่สมรภูมิญิฮาดในโซมาเลียของกลุ่มคนหนุ่มจากสหรัฐอเมริกา นิวยอร์คไทมส์ได้ทำรายงานความยาว 7หน้าเพจ(ข่าวออนไลน์) เกี่ยวกับการต่อสู้และชีวิตส่วนหนึ่งของคนหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียกลุ่มนี้ขณะที่ยังอยู่ใน มินนีแอโพลลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อันศอร อัล-มุญาฮิดีนรายงานข่าวที่เป็นคล้ายบทสรุปของการต่อสู้ของพวกเขาส่วนหนึ่ง นั่นคือการเป็นชะฮีด(อินชาอัลลอฮฺ)ของบางคนในหมู่พวกเขา หลังจากเข้าร่วมกับกลุ่มมุญาฮิดีนในโซมาเลียที่เรารู้จักกันดีในชื่อกลุ่ม ‘อัช-ชะบ๊าบ’ นี่เป็นรายงานของ NY Times : A Call to Jihad, Answered in America ส่วนนี่ข่าวของ Ansal Al-Mujahideen :Minneapolis Somali man died as Shaheed Insha'Allah
เห็นว่าเนื้อหาน่าสนใจดี เลยเอามาลอง ‘เล่า’(กินความหมายว่าแปลบ้าง สรุปบ้าง เรียบเรียงใหม่เองบ้าง)ให้ฟังกัน เนื้อหาเกือบทั้งหมดเอามาจากรายงานของนิวยอร์คไทมส์(แต่ลำดับเรื่องใหม่ ตัดต่อนิดหน่อย และเอาข้อมูลของอันศอรฯมาเพิ่มเติมด้วย) ซึ่งแม้จะรู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสื่อฝั่งไหน แต่ข้อมูลที่เราไม่ค่อยเคยเห็นเกี่ยวกับชีวิตและการดิ้นรนก่อนออกเดินทางของมุญาฮิดีนร่วมสมัยถือว่าน่าสนใจและมีบทเรียนเกินกว่าจะปล่อยผ่านไป ที่เอามาเล่านี่ก็เลือกตัดส่วนที่คิดว่า ‘แหม่งๆ’ ออกไปบ้าง มีอะไรผิดเพี้ยนไปก็โปรดแจ้งด้วย
หมายเหตุ มินนีแอโพลิส(Minneapolis) เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐมินนิโซตาที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ผู้คนมักเรียกเมืองนี้รวมกับเมืองเซนต์ปอลซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐนี้ว่าเมืองแฝดหรือ ‘ทวิน ซิตี้’ ในเมืองนี้มีแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ของชาวโซมาเลียที่ส่วนมากอพยพลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดของตนเข้ามาในช่วงทศวรรษที่ 1990 คนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ลี้ภัยตามครอบครัวเข้ามายังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังเล็ก โดยจำนวนหนึ่งได้รับสัญชาติอเมริกันด้วย
มุสลิมะฮฺจำนวนหนึ่งกำลังละหมาดในมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิก มัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมินนีแอโพลิส ..................................................................................................................................
จากอเมริกาสู่โซมาเลีย
เดิมทีคนหนุ่มสาวมุสลิมเชื้อสายโซมาเลียที่ลี้ภัยตามครอบครัวเข้ามาตั้งรกรากในทวินซิตี้ไม่ได้มีวิถีชีวิตที่เคร่งครัดในหลักการอิสลามมากนัก บางคนในหมู่พวกเขาพัวพันกับคดีอาชญากรรม บางคนเป็นสมาชิกกลุ่มขาโจ๋ข้างถนน และจำนวนไม่น้อยก็มีวิถีชีวิตที่ไม่ต่างจากวัยรุ่นอเมริกันทั่วไปไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันหรือความมุ่งหวังของชีวิต การเข้ายึดครองโซมาเลียของกองทัพเอธิโอเปียในช่วงปลายปี2006 รวมถึงท่าทีในเชิงบวกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเองมีต่อการยึดครองครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นนาฬิกาปลุกตัวสำคัญที่แผดเสียงร้องให้สำนึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ในตัวของวัยรุ่นเหล่านี้ได้ตื่นขึ้น โดยแต่ละคนก็เดินทางผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจุดอื่นๆในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการได้พบกลุ่มเพื่อนที่ตื่นตัวในเรื่องศาสนา การฟังบรรยายจากอุละมาอฺ และอื่นๆที่ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ ‘เกิดใหม่’ ในโลกที่ดูเหมือนว่าเป้าหมายของชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแทบจะสิ้นเชิง ในที่สุด หลังจากผ่านการเดินทางทางความคิดและจิตสำนึกอย่างเข้มข้นในชั่วระยะเวลาหนึ่ง คนหนุ่มกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็ละทิ้งอนาคตไม่ว่าจะมืดมัวหรือสดใสในดินแดนที่ใครๆขานเรียกว่า ‘ประเทศแห่งเสีภาพ’แล้วมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งสงครามที่พ่อแม่ของพวกเขาเคยดิ้นรนหนีออกมา ระลอกคลื่นครั้งใหญ่แห่งการเดินทางนี้เกิดขึ้นในสองช่วง คือปลายปี2007 และช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี2008ที่เพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่นาน
ระลอกคลื่นของการอพยพ ในปี 2006 การเข้ายึดครองโซมาเลียของเอธิโอเปียได้ทำให้เกิดการตื่นตัวของเยาวชนเชื้อสายโซมาเลียในทวินซิตี้ ทางการสหรัฐฯพยายามปกป้องการยึดครองนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายสากลที่ตนเป็นหัวหอกประกาศแก่ชาวโลก ในขณะที่ชาวโซมาเลียส่วนใหญ่กลับมองว่ามันคือสงครามครูเสดยุคใหม่ที่ยิวและคริสเตียนต้องการทำกับดินแดนของมุสลิม ข่าวที่ทหารเอธิโอเปียข่มขืนมุสลิมะฮฺ และเข่นฆ่าประชาชนชาวโซมาเลียได้ปลุกเร้าความรู้สึกที่เคยหลับใหลอยู่ในบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวให้ตื่นขึ้น และในที่สุด มันก็นำไปสู่การเดินทางไปร่วมสมรภูมิญิฮาดในโซมาเลียระลอกแรกของคนหนุ่มอายุ20-30ปีเชื้อสายโซมาเลียในทวินซิตี้ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2007 ส่วนใหญ่ของหมู่ผู้ที่เดินทางไปนั้นเคยได้พบปะและรวมกลุ่มพูดคุยกันในมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในมินนีแอโพลิส แม้พวกเขาจะถูกมองจากสังคมอเมริกันว่าเป็นคนที่พบกับความยากลำบากในการหาพื้นที่ของตนเองในสังคม พูดง่ายๆก็คือเป็นคนที่ไม่ได้มีความสุขกับชีวิตของตนในอเมริกามากนัก แต่หากพิจารณาในแง่คุณสมบัติก็นับได้ว่าในหมู่พวกเขามีทั้งผู้ที่มีความรู้ในด้านเทคนิคการแพทย์ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการซ่อมประกอบเครื่องยนต์ และหนึ่งในหมู่พวกเขาก็คือ ชิรวะฮฺ อะหฺหมัด ชายหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียวัย26ปีที่ได้รับสถานภาพพลเมืองอเมริกันแล้ว และต่อมาเขาก็เป็นที่รู้จักในนามชาวอเมริกันคนแรกที่ระเบิดพลีชีพในโซมาเลีย ชิรวะฮฺ อะหฺหมัด เข้าเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนรูสลท์เวลท์ ไฮสคูล เขาเคยมีช่วงชีวิตที่พยายามเลียนแบบวัฒนธรรรมอเมริกันของเพื่อนร่วมชั้นไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเทให้กับบาสเกตบอลตลอดจนการแต่งกายและการใช้ภาษาแต่เขาก็ไม่เคยกลืนไปกับสังคมอเมริกันได้แม้จะพยายามสักแค่ไหน จนกระทั่งจบการศึกษาระดับไฮสคูล ชิรวะฮฺก็ได้พบกับเพื่อนกลุ่มใหม่ พวกเขาเป็นคนเคร่งครัดศาสนา มักพูดคุยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้เป็นไปตามหลักการศาสนาอิสลาม พวกเขาเอาใจใส่ในการดำเนินชีวิตตามแบบของนบีมุฮัมมัดมิใช่ตามแบบชาวอเมริกัน และกางเกงของพวกเขาลอยอยู่เหนือตาตุ่ม นอกเหนือจากชิรวะฮฺแล้วชายหนุ่มอีกคนที่เผชิญประสบการณ์คล้ายๆกันก็คือซะกะรียา มะอฺรูฟ ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการชกชิงวิ่งราวตั้งแต่อายุ14 และเคยเข้าร่วมแก๊งค์วัยรุ่นกวนเมืองข้างถนน ต่อมาเขาก็เข้าเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลท้องถิ่นทีมหนึ่ง ชีวิตของซะกะรียา มะอฺรูฟเปลี่ยนไปในหนทางที่สอดคล้องกับหลักการอิสลามมากขึ้นเมื่อเขาเริ่มเข้ามัสยิดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก และด้วยความไพเราะของเสียงของเขา เขาได้กลายเป็นมุอัซซินประจำมัสยิด โดยต่อมาเสียงอะซานของเขาได้กลายมาเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของมุสลิมจำนวนหนึ่งในมินนีแอโพลิส เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับหลักการศาสนามากขึ้น ในปี2005 ซะกะรียาก็ตัดสินใจไปทาบทามมุสลิมะฮฺคนหนึ่ง แต่ผู้ปกครองของเธอปฏิเสธเขาทั้งยังเย้ยหยันว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ลูกสาวของพวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับสถานสงเคราะห์คนอนาถา ซาการียาได้เปรยเรื่องนี้กับเพื่อนของเขาว่า “พวกเขาคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของเงินและวัตถุ แต่แล้วดูเถอะว่าวัตถุเหล่านั้นได้ทำอะไรกับชีวิตของพวกเขาบ้าง” ดูเหมือนทั้งชิรวะฮฺ อะหฺหมัด และซะกะรียา มะอฺรูฟซึ่งต่างเปลี่ยนแปลงตัวเองจากอดีตอันเลวร้ายมาแล้วกำลังพยายามมองหาดินแดนที่สะอาดพอสำหรับอุดมการณ์และความมุ่งหวังของชีวิตพวกเขา และพวกเขาก็พบว่ามันอยู่ไกลออกไปหลายพันไมล์
การผลิบานในฤดูใบไม้ร่วง หากกลุ่มคนหนุ่มที่เดินทางไปสู่โซมาเลียในช่วงปี2007ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ที่ประสบความยากลำบากในการใช้วิตที่อเมริกา คนหนุ่มอีกกลุ่มที่เดินทางตามรอยเท้าของพวกเขาไปในฤดูใบไม้ร่วงปีถัดมาก็ถูกพิจารณาว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนและมีอนาคตที่สดใสยิ่งในประเทศที่ขนานนามตัวเองอย่างไม่เก้อเขินว่าดินแดนแห่งเสรีภาพนี้ หลายคนในหมู่พวกเขาคือคนที่ถูกให้คำจำกัดความอย่างภาคภูมิใจจากญาติพี่น้องว่า ‘เด็กดี’ ในวิทยาลัยการจัดการคาร์ลสันซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการจัดการรวมถึงศาสตร์ทางเทคโนโลยีต่างๆของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของรัฐมินนิโซตา มุฮัมมัด ฮัซซาน นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์วัย23ปี ซึ่งเป็นดาวเด่นทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรมในวิทยาลัย เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่มีส่วนโน้มน้าวเพื่อนๆมุสลิมของเขาให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อการใช้ชีวิต เขาเคยประกาศกับเพื่อนๆกลางห้องเรียนว่า “ทำไมเราถึงยังคงนั่งกันอยู่ในอเมริกาโดยไม่ทำอะไรเลยเพื่อพี่น้องของเรา” ครั้งหนึ่งหลังมีรายงานข่าวจากสถานการณ์สู้รบในโซมาเลียว่าการโจมตีของทหารอเมริกาเพื่อสังหารผู้นำกลุ่มอัช-ชะบ๊าบได้ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปถึง10คน มุฮัมมัด ฮัซซานก็ประกาศในที่ชุมนุมนักศึกษาว่า “ใครกันแน่คือผู้ก่อการร้ายตัวจริง” ที่น่าสนใจก็คือก่อนหน้านี้มุฮัมมัด ฮัซซานเป็นหนึ่งในคนที่ปกป้องการยึดครองโซมาเลียของทหารเอธิโอเปียเมื่อปี2006 เขาถึงขนาดเขียนบทความลงในอินเตอร์เน็ตเพื่อแสดงทัศนะเชิงปกป้องกองทัพเอธิโอเปียในช่วงนั้น ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มผู้นี้อาจมาจากการเข้าถึงแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในโซมาเลียมากขึ้น เขาเริ่มดาวน์โหลดวีดีโอที่บันทึกภาพการต่อสู้ของมุญาฮิดีนจากเว็บไซต์ญิฮาดิสมาดู และดาวน์โหลดคุตบะฮฺของอิหม่ามท่านต่างๆมาฟัง ขณะที่เขาเริ่มทุ่มเทความสนใจให้กับศาสนาและสถานการณ์โลกมุสลิมเช่นนี้ เขาก็เริ่มผูกพันกับชีวิตและผู้คนในมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิกดิก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ข่าวการเดินทางไปร่วมต่อสู้ในโซมาเลียของคนหนุ่มรุ่นแรกอย่างซะกะรียา มะอฺรูฟเริ่มแพร่สะพัดออกไป และมุฮัมมัด ฮัซซานก็ถึงกับออกปากกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่า “ฉันอยากรู้จักเขา ฉันอยากไปที่นั้นบ้าง”
นอกจากมุฮัมมัด ฮัซซานแล้ว คนหนุ่มอีกจำนวนหนึ่งก็เริ่มออกเดินทางทางความคิดไปด้วยกัน มัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกดูเหมือนจะเป็นคูนย์กลางของชีวิตพวกเขา ในหมู่พวกเขามีบุรฮาน ฮะซัน เด็กหนุ่มอายุเพียง17ปีที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาคณิตศาสตร์ เขาเป็นที่รู้จักในฉายานามว่า “ลิตเติ้ล บะชีร” เดิมทีเขามีความใฝ่ฝันที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และต้องการโตขึ้นเป็นหมอหรือทนายความ แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในมัสยิดและท่องจำอัล-กุรอาน นอกจากนั้นยังมีทรอยย์ แมทธิว กัสติการ์ นักศึกษาคณะวิศวะกรรมศาสตร์วัย27ปีซึ่งเป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด กัสติการ์ได้เข้ารับอิสลามในช่วงวัยรุ่นโดยมีชื่อมุสลิมว่า‘อับดุรเราะฮฺมาน’ เป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนฝูงว่าเขามีความปรารถนาจะไปศึกษาศาสนาอิสลามในตะวันออกกลาง โดยเขาเริ่มเก็บสะสมเงินสำหรับดำเนินการตามความปรารถนานั้นผ่านการรับจ้างตัดผมและขายรองเท้า คนหนุ่มเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ประกาศความเข้าใจของตนแก่คนรอบตัวเสมอว่า พวกเขาไม่เห็นหนทางใดที่จะเป็นทางออกสำหรับปัญหาต่างๆในโลกนี้ได้นอกจากจะต้องมีการสถาปนาระบอบคิลาฟะฮฺที่ปกครองโดยใช้ชะรีอะฮฺอย่างแท้จริงขึ้น และพวกเขาถือเป็นหน้าที่ของตัวเองที่จะต้องร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้ ไม่กี่เดือนต่อมา คนหนุ่มแห่งมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกก็มีโอกาสได้ติดต่อกับซะกะรียา มะอฺรูฟซึ่งขณะนั้นอยู่ในโซมาเลียแล้วผ่านทางโทรศัพท์ทางไกล ซะกะรียาได้เรียกร้องเหล่าคนหนุ่มในมินนีแอโพลิสให้เลิกทุ่มเทความสนใจแก่บาสเกตบอล และเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้ในโซมาเลีย คำเรียกร้องของซะกะรียนี้ถูกดาวน์โหลดลงอินเตอร์เน็ต และแจกพาสเวิร์ดสำหรับเข้าฟังให้แก่บรรดาคนหนุ่มหลายร้อยคน ต่อมาไฟล์เสียงดังกล่าวยังกลายเป็นเสียงเรียกเข้ามือถือหลายเครื่องของคนหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียในมินนีแอโพลิสด้วย ในหมู่คนฟังคำเชิญชวนสู่ญิฮาดของซะกะรียา มะอฺรูฟ มุฮัมมัด ฮัซซานดูจะเป็นหนึ่งในหมู่คนที่ตื่นตัวยิ่งกว่าใคร เพื่อนสนิทของเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะในช่วงนั้นเพื่อนสนิทอีกคนของมุฮัมมัดได้เสียชีวิตลงและมุฮัมมัดเองก็กล่าวกับเพื่อนที่เล่าว่า “ฉันเคยคิดว่าความตายเป็นเรื่องของคนแก่เท่านั้น” ดูเหมือนคณะกรรมการมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกจะเริ่มเป็นเดือดเป็นร้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีมัสยิดแห่งนี้เข้าไปเกี่ยวพันอย่างยากจะอธิบายให้เป็นอื่น อิมามของมัสยิดถึงกับต้องประกาศกับประชาชนว่า “การพูดคุยและเรียกร้องไปสู่การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ควรจะต้องยุติลงได้แล้ว” โดยท่านผู้ประกาศไม่อาจทราบเลยว่าในหมู่คนฟังนั้นมีคนหนุ่มจำนวนหนึ่งที่ไม่นานต่อมาจะออกเดินทางไปสู่อีกขั้นหนึ่งของสิ่งที่ท่านกำลังเรียกร้องให้มีการยุติ
ช่วงเดือนตุลาคม คนหนุ่มกลุ่มนี้ได้เข้าไปที่ศูนย์บริการเรื่องการเดินทางของมหาวิทยาลัยพร้อมกับชายชราเคราขาวคนหนึ่งที่บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นลุงของพวกเขา ชายชราได้แจ้งความจำนงว่าเด็กหนุ่มเหล่านี้ต้องการตั๋วเดินทางไปโซมาเลีย โดยพวกเขาอยู่ระหว่างรอรับหนังสือเดินทางที่ไปยื่นเรื่องขอทำไว้แล้ว ไม่กี่วันหลังจากนั้นคนหนุ่มกลุ่มนี้ก็ได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยเสียค่าจ่ายคนละ1,800 ดอลล่าร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับตาจากทางการ พวกเขาทยอยออกเดินทางจากอเมริกาในวันเวลาและสถานที่ต่างๆกัน เพื่อนสนิทของมุฮัมมัด ฮัซซานเล่าว่าตัวมุฮัมมัดนั้นขับรถไปชิคาโกในวันที่1พฤศจิกายน และโดยสารเครื่องบินจากที่นั่นไปลงดูไบก่อนจะต่อเข้าโซมาเลีย ด้วยการวางแผนเช่นนี้ในท่ามกลางกระแสข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ที่กินเนื้อที่ความสนใจของมหาชนชาวอเมริกันทั้งประเทศไป ในที่สุดคนหนุ่มกลุ่มนี้ก็สามารถออกเดินทางจากอเมริกาได้ทั้งหมดก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพียงสามวัน
การฝึกฝนของคนหนุ่ม เมื่อข่าวการหายตัวไปของชายหนุ่มกลุ่มดังกล่าวเริ่มแพร่กระจายไปในเมืองมินนีแอโพลิสพร้อมๆกับข่าวการเสียชีวิตในโซมาเลียของชิรวะฮฺ อะหฺหมัด โดยข่าวระบุว่าเขาเป็นคนจุดชนวนระเบิดในรถที่ตนเองเป็นคนขับเข้าไปในที่ตั้งของกองกำลังทหารผสมฝั่งรัฐบาลโซมาเลีย เอฟ บี ไอ ก็เข้ามาแสดงบทบาทในการสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยจากรายงานของเอฟ บี ไอ เชื่อว่าในช่วงปลายปี2008 ต่อต้นปี2009ที่ผู้คนในมินนีแอโพลิสเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่นั้น ชายหนุ่มกลุ่มดังกล่าวได้กระจายกันอยู่ในส่วนต่างๆของโซมาเลียแล้ว และมิใช่เพียงสอบสวนเรื่องราวของคนหนุ่มกลุ่มนี้เท่านั้น แต่เอฟ บี ไอ ยังใช้มาตรการที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมากในการจับตาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในมินนีแอโพลิสรวมถึงการเรียกตัวคนในเมืองนี้ไปสอบสวนไม่เว้นแม้แต่แก๊งค์วัยรุ่นกวนเมืองข้างถนน เพื่อนสนิทของชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มผู้เดินทางไปโซมาเลียให้ข้อมูลว่าพวกเขาบางคนได้พบกับซะกะรียา มะอฺรูฟที่นั่นแล้ว โดยพวกเขาพักอยู่ในบ้านของหญิงชราชาวโซมาเลียที่พวกเขาเรียกว่า‘มามา’ เธอเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มอัช-ชะบ๊าบ บ้านของเธอตั้งอยู่ในเมืองเมอร์ค่าทางชายฝั่งตอนใต้ของโซมาเลีย ในช่วงต้นปี 2009 กลุ่มชายหนุ่มจากมินนีแอโพลิสเกือบทั้งหมดได้เข้าพำนักอยู่ในค่ายฝึกของมุญาฮิดีนทางตอนใต้ของโซมาเลียเรียบร้อยแล้ว มุฮัมมัด ฮัซซาน และบางคนในหมู่ชายหนุ่มกลุ่มนั้นได้ติดต่อเพื่อนสนิทของพวกเขาในมินนีแอโพลิสผ่านทางโทรศัพท์และเฟสบุ๊ค โดยเล่าให้ฟังว่าพวกเขาต้องตื่นก่อนรุ่งอรุณเพื่อทำละหมาดและศึกษาอัล-กุรอาน จากนั้นก็เข้าร่วมโปรแกรมฝึกฝนสำหรับมุญาฮิดีนอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีทั้งการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการทำระเบิด ชายหนุ่มเหล่านี้ยังเล่าด้วยว่าบรรดามุญาฮิดีนได้รับความเคารพเชื่อถือจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก ในยามกลางคืนพวกเขาจะแบ่งกันไปนอนในบังเกอร์ที่อยู่ตามที่ต่างๆ นอกจากมุญาฮิดีนชาวโซมาเลียแล้ว ก็ยังมีมุญาฮิดีนต่างชาติเช่น เชชเนีย และชาวยุโรปที่หันมาเข้ารับอิสลามเข้ามาร่วมรบในสมรภูมินี้ด้วย เพื่อนสนิทของมุฮัมมัด ฮัซซานได้อ้างคำพูดของมุฮัมมัดซึ่งติดต่อมาหลังจากอยู่ในโซมาเลียแล้วว่า “เมื่อฉันมองไปในแนวรบของเรา ฉันพบผู้คนหลากสีผิวกำลังทำการต่อสู้อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ”
กลุ่มคนหนุ่มจากมินนีแอโพลิสที่เดินทางเข้าไปในโซมาเลียอาจแตกต่างจากกลุ่มญิฮาดิสอื่นๆที่ชาวตะวันตกเคยรู้จัก เพราะพวกเขามิได้ตัดขาดการติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูงในมินนีแอโพลิสของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง หลายครั้งที่พวกเขาโทรศัพท์กลับมาหรือทิ้งข้อความไว้ในเฟสบุ๊คซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการเล่าถึงความเป็นอยู่และอธิบายความคิดความเชื่อของพวกเขาให้ญาติมิตรและเพื่อนฝูงเข้าใจ ในสายตาของคนรู้จักในมินนีแอโพลิส ‘ลิตเติ้ล บะชีร’ ดูจะเป็นคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในหมู่คนหนุ่มกลุ่มนี้ แม่ของเขาเล่าว่าเธอต้องอ่านคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวเขาที่มีติดอยู่ที่บ้านให้ลูกชายฟังเมื่อเขาโทรมาบอกว่าแว่นสายตาประจำตัวของเขาหล่นหายไป ในขณะที่เพื่อนสนิทของ‘ลิตเติ้ล บะชีร’ บอกว่าแทบจินตนาการภาพเด็กหนุ่มอายุ17 ผู้คงแก่เรียนอย่างเขาจับปืนไม่ออก แต่ดูเหมือนเขาจะเข้มแข็งดีและมีความสุขยิ่งกับชีวิตนักรบในโซมาเลีย
บทสุดท้ายของชีวิต แม้ว่ากองทัพเอธิโอเปียจะทยอยถอนทหารออกไปในช่วงต้นปี2009 และรัฐบาลใหม่ของโซมาเลียที่มาจากเลือกตั้งก็เข้าดำรงตำแหน่งในเวลาต่อมา แต่ด้วยบทบาทของรัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้ยึดครองก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐอเมริกาทำให้กลุ่มมุญาฮิดีนที่รู้จักกันในชื่อ ‘อัช-ชะบ๊าบ’ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการสู้รบต่อไปเพื่อสถาปนาระบอบที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าเป็นทางออกสำหรับโลกทั้งใบ แม้คู่ต่อสู้ของพวกเขาในวันนี้จะรวมถึงทั้งทหารของรัฐบาลและทั้งพันธมิตรของรัฐบาลซึ่งก็คือกองทัพจากประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเกรียงไกรทางแสนยานุภาพทางการทหารมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา แต่กลุ่มมุญาฮิดีนก็ยังสามารถประจันหน้าต่อสู้ได้อย่างทรหดอดทน ทั้งยังยึดพื้นที่จำนวนไม่น้อยของประเทศไว้ในความดูแลได้ ซึ่งก็หมายถึงพื้นที่นั้นๆจะได้รับการประกาศใช้ชะรีอะฮฺอย่างเต็มความสามารถ – บินัศรุลลอฮฺ ใครเลยจะรู้ว่า ในหมู่คนที่ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในดินแดนที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความลำบากสาหัสและห่างไกลความเจริญอย่างโซมาเลียนั้น มีกลุ่มคนหนุ่มที่เคยผ่านความเจริญในนิยามของมนุษย์ทั้งหลายมาจนจัดเจนแล้ว พวกเขาเดินทางออกจากดินแดนที่คนจำนวนมากในโลกเรียกขานว่าเป็นต้นแบบของความก้าวหน้าและปรารถนาจะได้ไปพำนักอยู่มาสู่ดินแดนที่น้อยคนนักจะปรารถนาไปเยือนแม้สักครั้ง ทั้งยังเป็นการเดินทางเพื่อมาต่อสู้กับกองกำลังจากประเทศที่พวกเขาจากมานั่นเสียด้วย
ในช่วงไม่กี่วันของเดือนกรกฎาคมนี้ แหล่งข่าวของทั้งประเทศอเมริกาและแหล่งข่าวของมุญาฮิดีนในโซมาเลียได้รายงานข่าวการเสียชีวิตจากการสู้รบของคนหนุ่มจากมินนีแอโพลิสบางคน ในหมู่ผู้ที่-อินชาอัลลอฮฺ-เป็นชะฮีดนี้ มีทั้งซะกะรียา มะอฺรูฟ ชายหนุ่มที่เคยผ่านประสบการณ์สุดเหวี่ยงในช่วงวัยอันคึกคะนองมาอย่างโชกโชน และมีทั้งเด็กเรียนผู้เคยมีความใฝ่ฝันอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดอย่างบุรฮาน ฮะซัน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ลิตเติ้ล บะชีร’ ไม่ว่าบทที่ผ่านๆมาของละครชีวิตในดุนยาของพวกเขาจะดีหรือร้ายต่างกันมาเช่นไร แต่เมื่อพวกเขามุ่งหน้ามาร่วมเรียนบทเรียนจากแนวรบเดียวกัน บทสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจึงเป็นบทที่น่าอิจฉาสำหรับคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ต่างกัน ดังที่มุฮัมมัด ฮัซซาน ผู้ที่ยังรอคอยบทสุดท้ายของชีวิตตนอยู่อย่างโหยกระหายได้กล่าวแก่เพื่อนคนหนึ่งของเขาในมินนีแอโพลิสว่า “ใครๆอาจเสียใจกับข่าวการจากไปของพวกเขา แต่เราดีใจแทนพวกเขาเสียเหลือเกิน” !
................................................................................................................................................................................. Comments (17)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://pee-nu-d.spaces.live.com/blog/cns!D617F13B3C05CE2F!2642.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|